Sakuraドロップス (ฉันกับอูทาดะ)

posted on 25 Nov 2010 00:57 by aguileraanimato in LIFE, MUSIC

วันนี้เรามีความสุขมากๆที่จะได้บอกพูดถึงเพลงโปรดตลอดกาลลำดับที่
2 จากเธอ นั้นคือเพลง Sakuraドロップスเราจำได้ว่าในช่วงเวลา ม. 3 ขณะที่เรา

สาววุ้นเส้นในชามก๊วยเตี๋ยวต้มยำที่ร้านก๊วยเตี๋ยวโรงเรียนฝั่งตรงข้ามป้ายรถเมล์
ช่องโทรทัศน์ดนตรีแนแนลวีไทยแลนด์ก็เปิดมิวสิควิดีโอประกอบเป็นพื้นหลังทาง

สภาพแวดล้อมกระจายเสียงอยู่เรื่อยร่ำ แต่ทันใดนั้นเสียงขิม
หรือบางสิ่งที่คล้ายขิม อันน่าจะเป็นขิมสังเคราะห์ หรือขิมไฟฟ้าก็ดังมาจาก                ลำโพงของทีวี พร้อมกับเสียงเห่กาพย์ที่ฟังราวกับไม่ใช่ภาษาไทย
แต่เต็มไปด้วยมาตราตัวสะกดแม่กอกา อะ - อา - อิ - อี



สตรีใบหน้าอูมทูม ปัดขนตาตวัดฉ้อยแต่น้อยกลีบราวตาหงส์
จ้องมองมาด้วยใบหน้าที่เต็มสัดส่วนจอโทรทัศน์ 16:9 เธอยืนอยู่กลางป่าหิมพานต์

หลากสีสัน
ที่ปรุงแต่งจนราวกับโลกพิศวงยามเมื่อสายรุ้งรินรดจรดฉาดฉานไปทั่วทั้งอาณา
มันเป็นภาพที่สะกดเราจนตะลึงตะลาน
แม้กากหมูในชามก็ไม่อาจเรียกความสนใจเรากลับไปจ้วงกินภายในร้านก๊วยเตี๊ยวนั้น
ราวกับมนต์เพลงและภาพเหนือฝันสะกดล้อมให้ตกในภวังค์
บรรดาสัตว์และพืชรูปร่างประหลาดตา ตัดต่อผสมผสานทั้ง
หัวนกที่ผลิบานจากตาไม้ แมงมุมที่มีดวงตาอยู่กลางก้นปล่อง
ปลาที่ว่ายเวียนโดยเหลือเพียงก้าง
นกยักษ์ที่ปกคลุมร่างตนด้วยพันธุ์พืชสีเขียวจนเหมือนพุ่มไม้เดินได้
ดอกไม้กังหันที่ไหววนไปกับสายลม
ผีเสื้อที่นอนหนุ่นดินระแหงแผ่ลายปีกของมันราวกับปลาที่เคลื่อนกายมานอน

แช่อากาศบนบก


เธอผู้นั้นยืนหน้าบาน ร้องเพลงผ่านริมฝาปากชุมกลอสสีพลัมสุก
มีหางนกยูงที่แกว่งเฉวียนคอยลับเล่ห์แลพรางตา
มีเสียงหอบหายใจของสัตว์ป่าลอบพรายอยู่เป็นพื้นหลัง มันอาจจะเป็นเหมือน

ภาพลวงของนางอัปสร
แต่ในขณะนั้นไม่อาจจะเป็นเพียงแค่โสตประสาทที่สายตาแจ่มจ้ารับ

แต่หูก็ยังเสนาะกรรณถึงความงามทางดนตรี
หากว่านั้นคือเสียงขิม
ปลายที่ตีกระทบเส้นสายของมันก็คงเป็นกลีบดอกไม้ที่ตกกระทบกับผิวน้ำ
ด้วยเสียงใสกิ๊ง
และหวิวเบาของมันไม่น่าจะเป็นเครื่องดนตรีที่ผลิตขึ้นบนโลกนี้ด้วยซ้ำไป

แม่นางคนโทนั้นยังคงร้องเพลงอยู่กลางป่าหิมพานต์ของเธอ ในอาภรณ์ที่ราวกับ

จำลองเอามังสาและขนกายของนก
กระสามาห่อหุ้ม และเหล่าคนธรรพ์ก็เริงรื่นไปกับโกโตะ ชามิเซน ตามแต่

ที่พวกเค้าจะเลือกถือ
และในช่วงท้ายเธอก็ขับขานลำนำสวรรค์ของเธอกลางอ้อมกอดของกระเรียนยักษ์
จนสร้อยสุดท้ายของเนื้อเพลงปลิวฟุ้งไปในเสียงประสาน ยามเมื่อนกกระเรียนบินขึ้น

สู่ท้องนภา
เธอก็รู้ตัวว่านั้นคือโมงยามแห่งการโหยเหินขึ้นเหนือโลกหล้า
เธอทะยานไปเหมือนนกตะกรุมยักษ์กลางกลีบซากุระที่พัดโพรย
และโรยรายแม้กลีบดอกไม้จะปลิวปะทะใบหน้า แต่เธอก็ยังคงไม่หวั่นเมื่อมาสคาร่ากันน้ำ
กันลมช่วยปกป้องเฉดพรรณพันธุ์ ให้เธอเอื้อนอาขยานในแบบบทสวดมนต์ทิ้งท้าย

ไปจนรอบแล้วรอบเล่า
และในขณะเดียวกันการปลดปล่อยนั้นก็เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดิน
เหล่าสัตว์ทั้งหลายออกเดินทาง ลมเปลี่ยนทิศทาง
การอพยพครั้งใหม่เพื่อถิ่นฐานกำจายขึ้น

ฉันอาจจะไม่ใช่กลีบดอกซากุระ
แต่เป็นเพียงกลีบพญาเสือโคร่งในคณะสถาปัตย์ ลาดกระบังฯ
ที่ปลิววนอยู่กับลมหนาวแห่งการเติบโต และอำลาในสัปดาห์แห่งการรับปริญญา
ฉันรู้ว่าวันนึงฉันจะปลิวไปเติบโตในที่แห่งนึงแห่งใดที่อุดมสมบูรณ์
และเจริญงอกงามยังภาคภูมิใจ



Sakuraドロップス
จบลงแล้ว ฉันจดจำชื่อของนักร้องไว้
และคิดว่าต่อไปจะต้องติดตามหาผลงานของเธอมาฟัง
ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เคยสนใจศิลปินญี่ปุ่นเลยก็ตาม
แต่ฉันเชื่อว่าเพลงของเธอจะเชื้อเชิญฉันไปยังโลกที่เราไม่ต้องแบ่งแยกความเข้าใจ

ทางหลักตรรกะภาษาอะไรได้




ฉันเดินออกมาอย่างมีความสุข
และลืมจ่ายเงินค่าก๊วยเตี๋ยวอย่างมีความสุขฉันหวังว่าทุกคนจะร้องเพลงนี้ด้วยกัน

 
เพราะฉันแกะเนื้อเพลงด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่ความถูกต้องตามการออกเสียง
ให้เหมือนต้นฉบับ เจ้าของภาษา แต่ฉันเชื่อว่าคุณสามารถแนบเนียนได้ใกล้เคียงเลยทีเดียว
 
*ตัวเอียงทั้งหลายคือท่อนอิมโพรไวซ์ที่แทรกประสานอยู่ระหว่างเนื้อร้อง อย่าลืมแบ่งกับเพื่อนล่ะ
ว่าใครจะร้องนำ ใครจะอิมโพรไวซ์อยู่ข้างหลัง
 

 

 
โควิโว้ชึเต้ โอวาวิโวซึเก ชิกาวู้วว โกโตวา คาระกาซาอี้โกราฮาร์ทเบรค

ซากูราซาเอ กัซเซ่โนมากาเต ยูราเต ยากาเต ฮาโรวาซากา เซอี้

(แต๋ว แต้ว แต๊ว แต๊ว แต้ว แต่ว แตว แต๋ว แต้ว แต๊ว แต้ว แต๋ว แต่ว ~ ขิม โซโล่ อินสระทูรวเมลทั่ลว์)



ฟูริต่าชิตา นาซึโนอ่าเมกานาเม ดังโนโยโกโงโตโงตา ซุตโตวววว

โอโมอิตาโต ดาบูรุเออิโซ อาคิโนโดรามา ซาอิโออิโซ



โตซิเต โอนาชิยงมา พันชี่ นาอูโดโม คุราชาอูดา โซเรเตเดโมมาต้า
(~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~)

ตาต้ากาอุนดาโร โซเรกาอิโนชิโมอุฉิกี้
(~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~)



โควิโว้ชึเต้ ซึเตเต่ซ่าสาเก เนกาวู้วว โกโตวา คาระกาซาอี้โกราฮาร์ทเบรค

ซากูราซาเอ โตคิโนมากาเต ยูเรเต ยากาเต ฮาโรวาซากา เซอี้.....

(แต๋ว แต้ว แต๊ว แต๊ว แต้ว แต่ว แตว แต๋ว แต้ว แต๊ว แต้ว แต๋ว แต่ว ~ ขิม โซโล่ อินสระทูรวเมลทั่ลว์)

------

คุริกาอาซึ คิเซ็กซี่โง นากาเตกู ซึกาซึกีเยเกเตกู ม๊อตโตววววว

คาตังโง ชิการานัยเต คาโกวาโนโกกานิ ชิมาเตโอเค โคโคฟุคาร่าโซโว
(~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~)

โตกึนาอินาโด นิตาโกโตโมนางิกัสชิกี
(~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~) (~แฮ่กกก~)



โคโมรานาอี้ มูเนโนอิทามี โกเรเต้ โวโว้โต คิมิอี้ ชิกาซูคิต้าอี้

ฮีโตมาวาริ ชิเตโวโมโดริ อาโววี้ โซราโว ซุโวโต คึซากูอี้

โควิโว้ชึเต้ โอวาวิโวซึเก ชิกาวู้วว โกโตวา คาระกาซาอี้โชมากู๊ดเดย์

ซากูรามาเอ กัซเซ่โนมากาเต ยูเรเต โซโวโต่ คิมินีเตโวโนบาซุโย

โฮ้วววโว้ววววว
โฮ้วววโว้ววววหือออออึ๊อื้อออออออโฮ้วววววว๊อววววว
โอ๊ะ โอ๋ะ โอ๋โอ๊วววลอลัลล้า ลา ลาลัลลา ลาลัลล้าาาาลา

ลาโฮ้ววววโอ็ววว โอ โอ๋วววโฮ้วววโอ๊ะ โอ่

หื๊ออ อะ อะ อะ อ้า อ๊า อ๊า อ๊า อาาาาา
หื๊ออ อะ อะ อะ อ้า อ๊า อ๊า อ๊า อาาาาาลาาา
ลาลัลลา ลาลัลลา
อะ อะ อะ อ้า อ๊า อ๊า อ๊า อาาาาา

ซึกิเด ซึกิ เด โดชิโย โมนา
ห๊าห๊าาาาาาห๊าาาาาห๊าาาาห๋าหาาา

โซเรโค โคเร โควา คาเคอินาอิ
ห๊าห๊าาาาาาห๊าาาาาห๊าาาาห๋าหาาา

ซึกิเด ซึกิ เด โดชิโย โมนา
ห๊าาาาาาห๊าาาาาาห๊าาาาาาโอ้วโว้วววว๊า

โซเรโค โคเร โควา คาเคอินาอิ
ห๊าห๊าาาาาาห๊าาาาาห๊าาาา

ซึกิเด ซึกิ เด โดชิโย โมนา
โอ้วววโว๊ววววววโวววววโว้้โวววว

โซเรโค โคเร โควา คาเคอินาอิ
โอ้วววโว๊ววววววโวววววโว้้วาววว

ซึกิเด ซึกิ เด โดชิโย โมนา
โอ้วววโว๊ววววววโวววววโว้วาววว

โซเรโค โคเร โควา คาเคอินาอิ
ห๊าห๊าาาาาาห๊าาาาาห๊าาาา

ซึกิเด ซึกิ เด โดชิโย โมนา
โอ้วววโว๊ววววววโววววว

โซเรโค โคเร โควา คาเคอินาอิ
โอ้วววโว๊ววววววโวววววตัดตะด้า

ซึกิเด ซึกิ เด โดชิโย โมนา
ห๊าห๊าาาาาาห๊าาาาาห๊าาาา

โซเรโค โคเร โควา คาเคอินาอิ
ห๊าห๊าาาาาาห๊าาาาาห๊าาาา

(เฟดเอ้าท์)

ซึกิเด ซึกิ เด โดชิโย โมนา
ห๊าห๊าาาาาาห๊าาาาาห๊าาาา

โซเรโค โคเร โควา คาเคอินาอิ
ห๊าห๊าาาาาาห๊าาาาาห๊าาาา

วรดา

posted on 19 Oct 2010 19:22 by aguileraanimato in LIFE
        เช่นเคยกับการรับประทานอาหารที่บ้านเมื่อยามล่วงเลยจากเพลาปกติ แม่จะเก็บอารหารที่เหลือไว้ในตู้เย็น และเราก็แค่เอาไปอุ่นในไมโครเวฟ

เราหยิบปีกไก่น้ำแดงใส่เข้าไปในตู้ ปิดฝา แล้วตั้งเวลา และระดับความร้อน จากนั้นก็นั่งรอเวลาให้เสียงกิ๊งดังขึ้น

 

กิ๊งค์~

 

         เราเปิดฝาตู้ออกและก็ต้องพบกับเรื่องจุกอก เมื่อในนั้นนอกจากปีกไก่น้ำแดงในจานสีชมพูแล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกอย่างนอนไม่ไหวติงอยู่ริมผนังตู้

มันคือจิ้งจก

 

         เราตกใจมากๆ ไม่ใช่เพราะมันจะไต่ลงไปในอาหาร

แต่เพราะเรากลัวมันตาย เราเอานิ้วไปจิ้มมันอย่างเรียวเบา ด้วยกลัวว่าพุงมันจะแตกทะลักเครื่องในกระจายใส่

มันไม่ขยับ

 

          เรารู้แน่แล้วว่ามันตายเรียบร้อยแล้ว

           เจ้าจิ้งจกขดตัวเหมือนหวาดกลัวรังสีและความร้อน มันพยายามจะห่อหุ้มร่างด้วยร่างของมันเองเข้าด้วยกัน เสมือนอยากหลบหายไปจากกรงแห่งรังสีฉาน

หากเราไม่ตาฝาดไป ลำตัวของมันเริ่มมีสีน้ำตาลแดงแกม เหมือนลงบลัชชอนของnars ระเรื่อ....

 

           เราหยิบกระดาษทิชชู่มาคลุมมันไว้ด้วยท่วงท่ากระเดียดนิ้ว ไม่อยากจะนึกว่าร่า