Paranormal Activity
posted on 06 Nov 2009 21:40 by aguileraanimato in MOVIE
เป็นเวลา 2 คืนมาแล้ว ที่ฉันยังไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ หลังจากถูกจับข่มขืนให้เป็นพยานร่วมรับรู้ชะตากรรมสุดสยองของเคธี่ และมิกะ
เป็นเวลา 5 คืนมาแล้ว
ที่ฉันยังขนลุกขณะนั่งพิมพ์เล่าความรู้สึกของหนังเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังทาง
msn
เพราะทุกครั้งฉันจะรู้สึกถึงความชั่วร้ายในหนังกำลังเลื่อนลอยโอบล้อมอยู่
รอบข้าง
ฉันยังจำได้ดี ตอนที่ภาพยนตร์จบลง
และขึ้นข้อความเล่าถึงสถานะล่าสุดของสองตัวละครในภาพยนตร์
ฉันยังจำได้ดีตอนที่เดินออกมาจากโรงภาพยนตร์ รีบวิ่งไปที่ป้ายรถเมล์
และขึ้นรถกลับบ้าน
สายลมหนาวตอนเช้าตรู่พัดเข้ามาปะทะกับใบหน้าที่ห่อหุ้มอารมณ์หดหู่เอาไว้
เหมือนลมหายใจของปีศาจร้ายที่รดต้นคอเคธี่ทุกคืน ตามที่เธอบอกเล่าในเรื่อง
และฉันดีใจที่มันเป็นเพียง “เรื่องสมมุติ”
ตอนกลับมาถึงบ้านฉันเปิดไฟทั้งชั้นล่าง แล้วนอนแผ่หน้าห้องรับแขก
โชคดีที่พ่อตื่นแล้ว ไม่งั้นฉันคงทำใจให้หลับไม่ได้....
ฉันถามตัวเองว่าตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุรึเปล่า
เพราะอะไรภาพยนตร์เรื่องนี้จึงทำให้ฉันขวัญเสียได้ขนาดนี้
ฉันจึงลองมานั่งคิดดู

PA ตัดขาดจากการเป็นแฟนตาซีทั้งปวง
จริงอยู่ว่าเรื่องผี-วิญญาณ เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เหนือจริง
แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงมายาทางภาพยนตร์
และการประดิษฐ์เรื่องเล่าให้มีความสนุกเหลือเชื่อเพื่อปลุกเร้าให้คนดูกลัว
จากสิ่งที่ถูกตบแต่งให้เกินจริง
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราได้กลับมาคือความกลัว ความสนุก
จากสิ่งที่ไกลตัวจากฐานความเชื่อของตัวเองเหลือเกิน…
ซึ่งลักษณะภาพยนตร์ที่ไม่เน้นการปลุกเร้าเพื่อเข้าถึงอารมณ์คนดู
เป็นแนวทางในแบบ realism ซึ่งพบในลักษณะของ หนังข่าว / หนังสารคดี /
เทปบันทึกกล้องวงจรปิด
ตามที่ ทฤษฎีรูปทรงนิยม (Formalism Theory)
กล่าวว่าภาพยนตร์ถูกแบ่งเป็นสามลักษณะใหญ่ๆ หากวัดกันด้วยรูปทรง;
องค์ประกอบ-เทคนิคทางศิลปะที่ใช้แสดงผล
Formalist Theory
<-(1)------------------(2)-----------------(3)->
Classical (2)
คือลักษณะที่เป็นกลาง อันเป็นรูปแบบส่วนใหญ่ของภาพยนตร์โลกปัจจุบัน
มีการเล่าเรื่อง การใช้เทคนิคด้านภาพ ตัดต่อแบบทั่วไป
โดยเน้นการกระตุ้นอารมณ์คนดูเป็นหลัก
หากเขยิบไปทางขวา ก็จะเป็น Surrealism(3)
ฝั่งนี้ก็จะปล่อยของเต็มที่ เน้นการใช้เทคนิคเพื่อสร้างภาพเหนือจริง เส้น
สี แสง เสียง การแสดง ความเหนือจริง
โดยไม่เน้นการสื่อสารทางอารมณ์เพื่อให้เกิดการเข้าใจทางความหมาย ภาษา
แต่ต้องการผลักดันให้ผู้ชมหลุดจากหลักตรรกะเหตุผลเพื่อสำรวจหาความหมายทาง
จิตด้วยตัวเอง
หากเขยิบไปทางซ้าย Realism(1)
ฝั่งนี้จะนิยมความเป็นจริง ไม่ต้องการการตัดต่อเพื่อเสริมอารมณ์
ไม่ต้องการการถ่ายทำเพื่อให้หนังออกมาสวย ไม่ต้องการการแสดงที่ถูกปลุกแต่ง
ทุกอย่างเป็นความจริง
และผู้กำกับมีหน้าที่เพียงนำกล้องไปบันทึกความจริงเท่านั้น
และนี้แหละคือ Paranormal Activity
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองนั่งงอก่องอขิงชมความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ถึงจริงๆแล้ว มันจะเป็นแค่ “ความเสมือนจริง”ก็ตาม
ในขณะที่หนังอย่าง [*rec], Cloverfield นำหลักการ Realism
มาใช้เพื่อสร้างสภาวะเสมือนจริงให้คนดูร่วมรู้สึก
แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงหนัง Classical ทั่วไป นั้นคือ มีการตกแต่ง
จัดวางองค์ประกอบทางภาพยนตร์ เพื่อปลุกเร้าอารมณ์
เช่นการตัดต่อถูกจังหวะให้คนตกใจ ตื่นเต้น บทบาทการแสดงจากนักแสดง
ทุกอย่างเป็นการsetขึ้นโดยมีการวางแผนมาแล้ว.... ฉะนั้น PA ปราศจากการset
เช่นกันเหรอ
ไม่เลย
ภาพยนตร์ยังไงก็คือภาพยนตร์ทุกอย่างมีการเตรียมการมาอย่างดี แต่ PA
ละลายองค์ประกอบที่ใช้ในการตกแต่ง
เร้าอารมณ์ออกให้กลืนหายไปในหนังอย่างแนบเนียน และแยบคาย
เพื่อทำให้คนดูรู้สึกเสมือนจริงต่อเหตุการณ์และค่อยๆกลัว
เช่น
หนังเปิดเรื่องมาด้วยการบอกคนดูแต่แรกเลยว่า นางเอก (เคธี่)
มีประสบการณ์ทางวิญญาณ
เธอรู้สึกว่าถูกวิญญาณตามรบกวนมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ... หากใครเคยอ่าน
หรือเคยเรียนทฤษฎีสามองก์มาบ้าง ก็คงพอจะรู้คร่าวๆว่า
บทภาพยนตร์เกือบทุกเรื่อง สามารถแบ่งออกได้เป็นสามองก์ คือ
1. Introduction เปิดเรื่อง แนะนำตัวละคร และปรากฏเหตุแห่งปัญหาที่ตัวละครต้องเผชิญ
2. Confrontation เป็นการเผชิญหน้าของตัวละครและอุปสรรค อันสืบเนื่องจากองก์แรก
3. Resolution วิธีการแก้ไขปัญหา และบทสรุปของเรื่อง
แต่ใน PA หนังตัดองก์แรกทิ้งไป
เพราะบทไม่มีการปูพื้นให้ผู้ชมทราบว่าตัวละครถูกวิญญาณรังควานจากอะไร
เราแค่ทราบว่าตัวละครชื่ออะไร โดยไม่มีการเล่าถึงสาเหตุใดใด
เพราะแม้แต่ตัวละครเองก็ไม่รู้ ซึ่งหากเป็นแนวทาง Classical
องก์แรกก็จะแสดงให้เห็นข้อมูลตัวละคร
เห็นการกระทำตัวละครที่ไปอยู่ในสถานที่ และเจอวัตถุต้นกำเนิดแห่งเรื่องราว
เห็นการกระทำอันไม่ได้เจตนาของตัวละครที่อาจเผลอ ไปดูวิดีโอต้องคำสาป /
เวบไซต์ผีสิง / อ่านตำราปลุกผี เป็นต้น.... แต่ PA บีบองก์แรกออกจนหมด
และให้ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นมีเพียงแต่องก์ 2
คือการเผชิญหน้าของตัวละครและวิญญาณตลอดจนจบเรื่อง (อย่าง The Blair Witch
Project ยังพออธิบายว่าเป็นการกระทำของสาวกแม่มด ทุกอย่างมีความสอดคล้อง
ตัวละครมีเหตุผลที่จะเผชิญความน่าสะพรึงกลัว
มีสถานที่ที่กำหนดไว้แล้วว่าอันตราย)
และแน่นอนว่า องก์สาม อันเป็นบทสรุปก็ถูกบีบให้เหลือแต่การขึ้นตัวอักษรทิ้งท้ายเท่านั้น
เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงบทสรุปการแก้ปัญหาของตัวละคร เนื่องจากตัวละครแทบไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรเลย
ตัวละครในหนังจึงเปรียบเสมือนมนุษย์จริง
ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวละครในภาพยนตร์ที่โครงสร้างdrama
ปลุกเร้าให้เจอปัญหา เผชิญปัญหา แก้ไขปัญหา ตามลำดับ

ทีนี้ในตลอดทั้งเรื่อง บทหนังก็ไม่ได้พัฒนาลำดับการปลุกเร้าอารมณ์จนเป็น
classical เพื่อความบันเทิงแก่ผู้ชม ในฐานะที่กล้องวิดีโอแทนดวงตาของผู้ชม
เราทำได้แค่ทนดูโฮม วิดีโอ อันยืดยาว
ซึ่งในความน่าเบื่อนั้นก็คือจุดประสงค์นึงที่ผกก.
ต้องการผลักคนดูออกจากความเป็นหนังกระแสหลัก
ที่มีการเขียนบทสนทนาให้ดูน่าสนใจ.... การปรากฏตัวของวิญญาณ
ก็ไม่ได้ถูกใส่ลำดับมาตามสูตรทีละนิด ทีละนิด
แต่หนังเรื่องนี้ให้วิญญาณปรากฏตัวในเฉพาะช่วงเวลา ตี2-ตี3
(อ้างอิงความเชื่อทางตะวันตก จากเรื่อง The Exorcism of Emily Rose
ที่ว่าปีศาจร้ายมีอำนาจสูงสุดในเวลาช่วงนั้น)
นอกจากจะสอดคล้องกับหลักความเชื่อของตะวันตกแล้ว
เรื่องการสร้างลักษณะปรากฏซ้ำๆทางช่วงเวลา ยังมีประโยชน์ในการที่ผกก.
ไม่ต้องการสร้างความประหลาดใจคนดู
ในการคอยลุ้นการปรากฏตัวของวิญญาณแต่อย่างใด ว่าจะโผล่มาตอนไหน
ให้เร้าอารมณ์ความผวาจนสูฐเสียแนวทางสัจจะนิยมของหนังไป

รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศความลึกลับ อันไร้ซึ่งคำตอบและการพิสูจน์ต่างๆ
(หากเป็นหนัง classical ทุกอย่างจะเป็นหลักฐาน
กุญแจที่ชี้นำให้ตัวละครผูกโยงเรื่องราว และไขที่มาของวิญญาณได้)
แต่ในหนังเรื่องนี้ มีการทิ้งวัตถุ อันเป็นคีย์ (หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้)
ไว้ตามที่ต่างๆ โดยที่ตัวละครเองก็ได้แต่สงสัยถึงที่มา
แต่ก็ไม่สามารถไขปริศนาได้เลยว่ามันหมายถึงอะไร
เช่น
รูปถ่ายที่เจอในห้องใต้หลังคา / เสียงประหลาดที่บันทึกได้ตอนตีสาม /
ข้อมูลผู้หญิงคนนึงในเวบไซต์ / การละเมอ
หรืออยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นของเคธี่ / รอยร้าวบนกรอบรูป /
รอยไหม้บนกระดานผีถ้วยแก้ว
ทุกอย่างเป็นเพียงชิ้นส่วนปริศนาที่ไม่เชื่อม
โยงถึงกัน ไม่สามารถหาคำตอบได้
ซึ่งมันให้ความรู้สึกสมจริงสำหรับเราเหลือเกิน
ในความเป็นจริงไม่ใช่บทภาพยนตร์ที่ถูกจัดวางให้ประกอบชิ้นส่วนความลับได้
อย่างง่ายดาย เหมือนการแกะรอย
ชีวิตจริงมันคือปริศนาดำมืดของการดำรงอยู่....
ซึ่งเมื่อทุกอย่างไม่มีคำอธิบาย
จิตของคนดูก็จะเริ่มสร้างคำตอบให้แก่ตัวเองทีละเล็ก ทีละน้อย อย่างเรา
เราคิดว่าอาจเป็นวิญญาณคนรักจากชาติภพที่แล้วของมิกะที่อาฆาต
จองเวรตัวเคธี่ที่มาแย่งคนรักตัวเองไป อันนี้ก็สืบเนื่องมาจาก
ที่มีตัวละครผู้เชี่ยวชาญด้านวิญญาณพูดประมาณว่า
“พวกคุณสองคนต้องเข้าใจกัน ประคับประตองให้สภาพจิตคงตัว
ไม่งั้นอำนาจมืดจะเข้ามามีอำนาจได้”
ในส่วนของการปรากฏตัวของวิญญาณนั้น
ไม่มีฉากใดเลยที่ออกมาเป็นรุปเป็นร่างในสภาพน่าเกลียดน่ากลัว
แต่มาในสภาพไร้รูปร่าง เป็นเพียงแค่เสียง เงา หรือรอยยับบนผ้าห่ม
ซึ่งเป็นการเข้าเสริมจินตนาการในก้นบึ้งจิตใจคนดูให้วาดภาพปีศาจร้ายได้เต็ม
ที่ เราไม่อาจมองเห็นมัน
แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของวิญญาณร้ายตลอดเวลา

และสุดท้ายที่ทำให้หนังเรื่องน่ากลัวสุดๆในความรู้สึกเรา
มีอยู่สองอย่างคือหนึ่ง การปรากฎตัวของวิญญาณในช่วงเวลาที่เรานอนหลับ
มันทำให้เราเชื่อว่า
ขณะที่เราหลับอยู่นั้น บางอย่างไม่เคยหลับ
และมันรอคอยโอกาสแวะเข้ามาหาเราถึงตัว!!! (แบบเดียวกับที่ a nightmare on
elm st. ทำสำเร็จมาแล้ว/ แต่นั้นเป็นแฟนซีในการสร้างสถานการณ์ปิดล้อม)
นอกจากนั้น อีกหนึ่งความพิเศษคือ
ปกติของหนังระทึก-สยองขวัญที่ใช้กล้องวิดีโอ
ตัวของกล้องจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับตัวละครเสมอๆ
เพื่อให้คนดูรู้สึกเป็นส่วนนึงของตัวละคร
เป็นผู้สำรวจและพบเห็นเหตุการณ์ไปพร้อมๆกับตัวละคร
แต่ในหนังเรื่องนี้
80%ของฉากน่ากลัว กล้องถูกตั้งอยู่กับที่ตลอดเวลา...
ในขณะที่หนังเรื่องอื่นๆ
กล้องทำหน้าที่เป็นผู้สำรวจไปพร้อมๆกับตัวละครที่ตื่นตัว
เดินทางเผชิญอันตราย
แต่กล้องในเรื่องนี้ แทนสายตาคนดูในฐานะ ผู้นั่งสังเกตการณ์ นั่งเฉยๆ แล้วรอดูอันตรายปรากฏตัวต่อหน้าตัวละครในขณะที่หลับใหลแทน
หากกล้องแทนสายตาของคนดู
หนังเรื่องนี้ก็จับคนดูให้อยู่ในฐานะเดียวกับตัวละคร ในยามตื่น
แล้วจากนั้นตอนดึก ในขณะที่ตัวละครหลับลง
สายตาคนดูก็เป็นเอกเทศจากตัวละครที่หลับ
เป็นเพียงยามสังเกตการณ์ที่ตั้งนิ่ง static แต่เพียงลำพัง
รอดูผู้มาเยือนยามวิกาล ณ เวลา ตี2-ตี3 อย่างนิ่งงัน ลำพังไม่อาจขยับ
(ยกเว้นจะปิด / หลับตา)
เพราะฉะนั้นในฉากการปรากฎตัวครั้งสุดท้าย
จึงกลายเป็นความน่ากลัวอย่างแท้จริง
เมื่อความคาดหมายปะทะเข้ากับกล้องอย่างรุนแรง
จนกล้องกระเทือนและสูญเสียที่มั่นในการตั้ง
มันไม่ใช่เป็นเพียงมุกอำลาสิ้นคิดที่อยากจะถล่มกล้องให้คนดูขวัญหายอย่างไร้
เหตุผล
แต่การถล่มใส่กล้องอย่างรุนแรงย่อมหมายถึงคนดูเองก็ได้ถูกทำลายลงอย่างราบ
คาบไปพร้อมๆกับชะตาชีวิตของตัวละครแล้วเช่นกัน
ป.ล. หนังเข้า 26 พ.ย. นี้ เชียร์ให้ไปดูในโรงกันนะ // ที่ไ่ด้ดูก่อน เพราะไปดูรอบพิเศษงานฮาโลวีนของนิตยสาร starpics ครับ
edit @ 6 Nov 2009 21:51:36 by AguileraAnimato
edit @ 6 Nov 2009 22:29:00 by AguileraAnimato

#1 By Pui (58.8.165.59) on 2009-11-06 22:03